เนื่องจากตลอดรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นช่วงเวลาที่มีการทำศึกสงครามเกือบ ตลอดเวลา จึงทำให้ไม่มีเวลาที่จะชำระพระราชกำหนดกฎหมายต่างๆ ทำให้ต้องใช้กฏหมายที่มีมาตั้งแต่ ครั้งกรุงศรีอยุธยา โดยให้กรมวัง หรือกระทรวงวังเป็นผู้รับผิดชอบในการพิจารณาว่าคดีใดควรขึ้นศาลใด แล้วส่งคดีไปยังศาลกรมนั้นๆ โดยได้แบ่งงานศาลออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ

      -
ฝ่ายรับฟ้อง
       มีหน้าที่ในการเขียนคำฟ้องและพิจารณารูปคดีว่าควรจะฟ้องหรือไม่ ก่อนจะส่งขึ้นศาลเพื่อพิจารณา เรื่องปรับไหมและลงโทษผู้กระทำผิด

      -
ฝ่ายตรวจสำนวนและพิพากษา
       ฝ่ายนี้เดิมเป็นหน้าที่ของพราหมณ์ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายแขนงต่างๆ จำนวน 12 คน โดยเรียกว่า
"ลูกขุน ณ ศาลหลวง" ต่อมาได้มีคนไทยที่เชี่ยวชาญกฎหมายเข้ามาทำหน้าที่นี้ด้วย คณะลูกขุน ณ ศาลหลวงนี้จะไม่มีอำนาจในการปรับหรือลงโทษแต่อย่างใด

      อย่างไรก็ตาม ในรัชกาลของพระเจ้าตากสิน พระองค์จะทรงใช้
"ศาลทหาร" เป็นส่วนใหญ่โดยใน การตัดสินคดีทุกครั้ง แม้พระองค์จะตัดสินให้ลงโทษสูงสุดแล้ว แต่ก็จะมีรับสั่งให้ทยอยการลงโทษจาก ขั้นต่ำสุดก่อน ซึ่งหลายครั้งจะปรากฏว่านักโทษที่มีความผิดร้ายแรงก็มักจะได้รับการพระราชทานอภัยโทษ หนักโดยให้ไปกระทำการอย่างอื่นเป็นการไถ่โทษแทน


















นครศรีธรรมราช












ล้านนา

 

กัมพูชา

     เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าในปีพุทธศักราช 2310 กัมพูชาซึ่งถือเป็นเมืองขึ้นของไทยตั้งแต่สมัยอยุธยา ได้ตั้งตัวเป็นอิสระ ส่งผลให้ไทยต้องจัดทัพไปตีเมืองเขมรหลายครั้งหลายคราว จนกระทั่งพุทธศักราช 2324 สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงมีพระราชประสงค์จะผนวกดินแดนเขมรเข้ามารวมอยู่ในพระราชอาณาจักรไทย โดยเด็ดขาด แต่ยังมิทันสำเร็จสมดังพระราชประสงค์ก็สิ้นสมัยธนบุรีลงเสียก่อน

จีน

     สัมพันธภาพระหว่างสมเด็จพระเจ้าตากสินและราชวงศ์ชิง อาจจำแนกได้เป็น 3 ระยะ ตามกาลเวลาและ พัฒนาการของเหตุการณ์

     1. พุทธศักราช 2310 - 2313
    ราชวงศ์ชิงปฏิเสธการรับรอง เนื่องจากในระยะนั้นจีนได้รับรายงานที่ไม่เป็นความจริงจาก ม่อซื่อหลิน แห่งพุทไธมาศ จึงไม่ยอมรับรองกรุงธนบุรี

     2. พุทธศักราช 2313 - 2314
     ราชสำนักชิงเริ่มรู้สึกถึงเบื้องหลังรายงานที่ไม่เป็นความจริงของม่อซื่อหลิน และไม่ให้ความเชื่อถือ ดังนั้น ราชสำนักชิงจึงเริ่มเปลี่ยนแปลงและมีท่าทีเป็นมิตรต่อสมเด็จพระเจ้าตากสิน

     3. พุทธศักราช 2314 - 2325     
     ราชสำนักชิงให้การรับรองอย่างเป็นทางการต่อสมเด็จพระเจ้าตากสิน รวมทั้งให้การสนับสนุนเป็นพิเศษ

ญวน

     ในสมัยกรุงธนบุรีความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญวน แบ่งได้เป็น 2 ระยะคือ

      ระยะแรก ญวนเป็นมิตรกับไทยเพราะญวนหวังพึ่งไทยในการขจัดความยุ่งยากที่เกิดขึ้นภายในประเทศ

      ระยะต่อมา ไทยมีเรื่องบาดหมางกับญวนในกรณีกัมพูชา ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญวน ในตอนปลายรัชกาลตึงเครียด จนเกือบต้องทำสงครามกัน

นครศรีธรรมราช

     หลังจากที่สมเด็จพระเจ้าตากสินยกทัพไปตีได้เมืองนครศรีธรรมราชในพุทธศักราช 2312 ได้คืนอำนาจ ให้แก่กลุ่มท้องถิ่น โดยโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะของเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นเป็นเมืองประเทศราชอีกเมือง หนึ่งให้เจ้าเมืองมีฐานะเป็น "พระเจ้านครศรีธรรมราช" ซึ่งเปรียบได้กับพระเจ้าแผ่นดินอีกพระองค์หนึ่ง และมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันตลอดรัชกาล

พม่า

     ในช่วงระยะเวลา 10 ปีแรกของการสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี ไทยกับพม่าต้องทำสงครามขับเคี่ยว กันถึง 8 ครั้ง ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่าเป็นไปอย่างศัตรูคู่อาฆาตตลอดสมัย กรุงธนบุรี

มลายู

     หัวเมืองมลายูซึ่งมีแคว้นที่สำคัญได้แก่ ปัตตานี ไทรบุรี เประ กลันตัน และตรังกานู เป็นประเทศราช ของไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตก แคว้นเหล่านี้ได้ตั้งตัวเป็นอิสระ และเนื่องจากเป็นช่วงเวลา เดียวกับที่พระเจ้าตากสินทรงติดพันศึกกับพม่าและการฟื้นฟูประเทศ หัวเมืองมลายูจึงเป็นอิสระจากไทยจน กระทั่งสิ้นรัชกาล

ล้านนา

     หัวเมืองล้านนาที่สำคัญ ได้แก่เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แพร่ และน่าน ซึ่งเป็นแคว้นอิสระที่ปกครองตนเอง โดยเจ้าผู้ครองนคร มีความสำคัญในแง่ยุทธศาสตร์ทั้งแก่ไทยและพม่า ทำให้ทั้งไทยและพม่าได้ต่อสู้กันเพื่อที่ จะเข้าไปปกครองดินแดนแห่งนี้มาตั้งแต่สมัยอยุธยา

ลาว

     ลาวในขณะนั้นแบ่งแยกเป็น 3 แคว้น คือ หลวงพระบาง เวียงจันทน์ และจำปาศักดิ์ สมเด็จพระเจ้าตากสิน ได้ขยายอำนาจไปยังดินแดนลาว 2 ครั้ง ครั้งแรกในปีพุทธศักราช 2319 กองทัพไทยตีได้เมืองจำปาศักดิ์ เมืองโขง อัตปือ ทั้งยังเกลี้ยกล่อมได้เขมรป่าดง คือเมืองตะลุง สุรินทร์ สังขะ และขุขันธ์ จึงทำให้ดินแดนลาว ทางใต้อยู่ใต้อิทธิพลของไทยทั้งหมด ส่วนครั้งที่ 2 ในปี พุทธศักราช 2321 ไทยยกทัพไปตีเวียงจันทน์ พร้อมทั้งอัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางมายังกรุงธนบุรี ฝ่ายแคว้นหลวงพระบาง ซึ่งเป็นศัตรูกับแคว้น เวียงจันทน์ได้เข้ามาสวามิภักดิ์ต่อไทย ลาวจึงมีฐานะเป็นประเทศราชของไทยจนสิ้นรัชกาล












ฟรานซีส ไลท์ หรือ กัปตันเหล็ก

 

การค้าขายกับจีน

     ในสมัยธนบุรี มีสำเภาของพ่อค้าจีนเข้ามาติดต่อค้าขายด้วยตลอดรัชกาล สมเด็จพระเจ้าตากสินได้โปรด เกล้าฯ ให้ส่งสำเภาหลวงบรรทุกสินค้าออกไปค้าขายกับจีนอยู่เสมอ จึงนับได้ว่าจีนเป็นชาติสำคัญที่สุดที่ไทย ค้าขายด้วย

     ความสัมพันธ์ด้านการค้าระหว่างไทยกับจีนเริ่มต้นจากการค้าข้าวเป็นสำคัญ ต่อมาได้ขยายเพิ่มขึ้น โดยประเทศจีนได้ส่งสินค้าพื้นเมืองจากแต้จิ๋วมาขาย ที่สำคัญ คือ เครื่องลายคราม ผ้าไหม ผักดอง และเสื่อ เป็นต้น เที่ยวกลับก็จะซื้อสินค้าจากไทย อาทิ ข้าว เครื่องเทศ ไม้สัก ดีบุก ตะกั่ว กลับไปยังเมืองจีนด้วย เช่นกัน

     นอกจากนั้น ในปีพุทธศักราช 2320 ได้มีหนังสือจีน ฉบับหนึ่งในสมัยราชวงศ์ ไต้เชงแห่งแผ่นดิน เฉียงหลง ปีที่ 42 ได้บันทึกไว้ว่า "สินค้าของไทยมี อำพัน ทอง ไม้หอม งาช้าง กระวาน พริกไทย ทองคำ หินสีต่าง ๆ ทองคำก้อน ทองคำทราย พลอยหินต่างๆ และตะกั่วแข็ง เป็นต้น"

การค้าขายกับโปรตุเกส

     ในสมัยกรุงธนบุรีได้มีการติดต่อค้าขายกับชาวโปรตุเกสอยู่บ้าง โดยทางไทยเคยส่งสำเภาหลวงออก ไปค้าขายยังประเทศอินเดียจนถึงเขตเมืองกัว เมืองสุรัต ซึ่งเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสในครั้งนั้น แต่ยัง ไม่มีการเจริญทางพระราชไมตรีเป็นทางการต่อกัน

การค้าขายกับอังกฤษ

     ประเทศที่ไทยติดต่อซื้ออาวุธที่สำคัญที่สุดคือ ประเทศอังกฤษ ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่อินเดีย ในปี พุทธศักราช 2319 ชาวอังกฤษชื่อฟรานซีส ไลท์ หรือ กัปตันเหล็ก ซึ่งอยู่ที่ปีนัง ได้ส่งปืนนกสับเข้ามาถวาย สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นจำนวนพันสี่ร้อยกระบอก พร้อมกับสิ่งของเครื่องราชบรรณาการต่างๆ ต่อมาไทยจึงสั่งซื้ออาวุธปืน จากอังกฤษโดยฟรานซีส ไลท์เป็นผู้ติดต่อ มีการแลกเปลี่ยนพระราชสาส์นกัน และเมื่อพุทธศักราช 2320 นายยอร์จ สแตรตัน ผู้สำเร็จราชการแห่งมัทราสในขณะนั้นได้ส่งสาส์นพร้อม กับดาบทองคำประดับพลอย มาถวายสมเด็จพระเจ้าตากสิน

ความสัมพันธ์กับฮอลันดา

     ในปีพุทธศักราช 2313 แขกเมืองตรังกานู และแขกเมืองยักตรา (จาการ์ตา) ได้นำปืนคาบศิลามาถวาย 2,200 กระบอก สมัยนั้นฮอลันดามีอำนาจปกครองเกาะชวาอยู่

 



Thai Monks







Wat Arun Rajawararam

 

 

     ถึงแม้ว่าในรัชสมัยของพระองค์ บ้านเมืองจะตกอยู่ในภาวะสงครามเกือบตลอดเวลาแต่สมเด็จพระเจ้า ตากสิน กลับมิได้ทรงละเลยงานด้านศาสนจักร ได้ทรงมุ่งมั่นทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง เหมือนเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา พระราชกรณียกิจด้านฟื้นฟูพระพุทธศาสนามีดังนี้

การจัดระเบียบสังฆมณฑล

     โปรดเกล้าฯให้จัดระเบียบสังฆมณฑลทันทีภายหลังการสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี ครั้งที่ยกทัพไป ปราบชุมนุมเจ้าพระฝางเมื่อทรงเห็นว่าพระสงฆ์ทางฝ่ายหัวเมืองเหนือมัวหมอง ก็ได้อาราธนาพระราชาคณะ จากในกรุงไปสั่งสอน ทำให้พระสงฆ์กลับบริสุทธิ์และเป็นปกติสุขขึ้น

การรวบรวมพระไตรปิฎก

     สมเด็จพระเจ้าตากสิน ยังได้ทรงมุ่งมั่นในการสืบเสาะค้นหาต้นฉบับพระไตรปิฎกที่ยังเหลืออยู่หลังจาก เสียกรุง เพื่อนำมาคัดลอกจำลองไว้สำหรับการสร้างพระไตรปิฎกฉบับหลวงต่อไป ซึ่งจะเห็นได้จาก เมื่อคราวที่
เสด็จไปปราบชุมนุมเจ้านครศรีธรรมราชในปีพุทธศักราช 2312 ได้มีรับสั่งให้ขอยืมคัมภีร์ พระไตรปิฎกจากนครศรีธรรมราชบรรทุกเรือเข้ามาคัดลอกในกรุงธนบุรี และในปีถัดมาในคราวที่เสด็จ ไปปราบชุมนุมเจ้าพระฝางที่เมืองอุตรดิตถ์ ได้โปรดเกล้าฯ ให้นำพระไตรปิฎกลงมาเพื่อใช้สอบทานกับ ต้นฉบับที่ได้จากเมืองนครศรีธรรมราชซึ่งนับเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการสังคายนาพระไตรปิฎก ในสมัยต่อมา

การสมโภชพระแก้วมรกต

      ภายหลังจากที่รบชนะเมืองเวียงจันทน์ สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระแก้วมรกต และพระบางกลับมายังกรุงธนบุรีด้วย โดยให้จัดขบวนเรือพยุหยาตรามโหฬารถึง 246 ลำ และเสด็จ พระราชดำเนินขึ้นไปรับด้วยพระองค์เอง แล้วให้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปประดิษฐานไว้ ณ พระอุโบสถ วัดอรุณราชวราราม ซึ่งต่อมาถือเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของไทยมาจนทุกวันนี้

การบูรณะปฏิสังขรณ์วัด

    สมเด็จพระเจ้าตากสิน ได้ทรงสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อบูรณะปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่างๆ เป็นจำนวนมาก และโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวง เช่น วัดอินทาราม, วัดหงส์รัตนาราม และวัดอรุณราชวราราม

พระราชกำหนดว่าด้วยศีลสิกขา

     สมเด็จพระเจ้าตากสินโปรดเกล้าฯ ให้ตรากฎหมายว่าด้วยวัตรปฏิบัติในทางธรรมวินัยของพระสงฆ์ เมื่อปีพุทธศักราช 2316 โดยถือเป็นต้นฉบับ กฎหมาย พระสงฆ์ฉบับแรกของไทย และทรงนำแนวคิดทาง พุทธศาสนา มาใช้เป็นหลัก ในการจัดระเบียบสังคมในสมัยนั้นด้วย

 




Trading with Foriegners





Sea Trade

ความฝืดเคืองยากเข็ญหลังกรุงแตก

     ในะระยะแรกที่สมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นราชธานี ประชาราษฎร์มีความ ยากจนข้นแค้น อาหารขาดแคลนอย่างหนัก นอกจากนั้นเสื้อผ้าก็อัตคัต พระองค์ได้ตระหนักถึงความเดือดร้อน ของราษฎรเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงรีบเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเพื่อปากท้องของราษฎรเป็นอันดับแรก ด้วยการ จ่ายพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นจำนวนมากเพื่อซื้อข้าวสาร พร้อมกับประกาศให้ราคาสูงเป็นพิเศษ เพื่อจูงใจให้พ่อค้าต่างชาตินำเครื่องอุปโภคบริโภคเข้ามาจำหน่าย ในปริมาณที่พอเพียงต่อความต้องการ ของประชาชน แล้วจึงทรงนำข้าวสารและเครื่องนุ่งห่มนั้น พระราชทานแจกจ่ายแก่บรรดาราษฎรที่ขาดแคลน โดยทั่วหน้ากัน ทำให้ความเดือดร้อนบรรเทาลงทันที บรรดาราษฎรที่แตกกระสานซ่านเซ็น ต่างก็พากันอพยพ คืนถิ่น เข้ามาอยู่ตามภูมิลำเนาเดิม ยังผลให้บ้านเมืองกลับคืนสู่ปกติสุข และเศรษฐกิจของชาติฟื้นคืนมา

การขนส่งและการคมนาคม

     นอกเหนือจากการแก้ไขความอดอยากขาดแคลนของราษฎรจนสำเร็จได้ผลดีแล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสิน ยังทรงริเริ่มการพัฒนาประเทศในแนวทันสมัยอีกด้วย โดยโปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนนในฤดูหนาวเมื่อว่างจาก ศึกสงคราม ทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกในการคมนาคม เพื่อการค้าขายขนส่งสินค้าของราษฎร นอกจาก นั้นยังทรงพัฒนาการคมนาคมทางน้ำ ด้วยการเร่งให้ดำเนินการขุดคลองท่าขาม ให้ทะลุไปถึงฝั่งทะเล ตะวันตก เพื่ออำนวยความสะดวกให้เรือบรรทุกสินค้า และเพื่อเป็นการส่งกำลังบำรุงให้แก่กองทัพเรือ ซึ่งประจำอยู่ทางฝั่งตะวันตก ที่เรียกว่าทะเลหน้านอก

การค้าทางทะเล

     เมื่อบ้านเมืองคืนกลับสู่ปกติสุขแล้ว พระองค์ได้ทรงฟื้นฟูด้านการค้าทางทะเลกับต่างประเทศ เพื่อหา รายได้จากการเก็บค่าปากเรือและภาษีขาเข้า - ขาออก เพื่อนำมาใช้จ่ายในการทำนุบำรุงบ้านเมือง ซึ่งได้ช่วย บรรเทาการเรียกเก็บภาษีจากราษฎรได้อีกเป็นจำนวนมาก










 







Lilit Phet Mongkut Poem













Tri Poom













A black and gold lacquered cabinet

วรรณกรรม

     สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไม่ทรงมีเวลามากนัก ในการที่จะฟื้นฟูวรรณกรรมที่สูญหายไป วรรณคดี สมัยธนบุรีจึงมีไม่มากนัก แต่ที่ยังพอมีปรากฏอยู่ก็ล้วนแล้วแต่มีคุณค่าแทบทั้งสิ้น เช่น

     บทละครเรื่องรามเกียรติ์ (บางตอน)
    เป็นบทพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อปีพุทธศักราช 2313 โดยทรงใช้เค้าโครงเรื่อง จาก มหากาพย์รามายนะของอินเดีย เท่าที่พบมีจำนวน 4 ตอน

     ลิลิตเพชรมงกุฏ
    แต่งโดย เจ้าพระยาพระคลัง (หน) กวีเอกในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ตั้งแต่ ครั้งยังดำรงตำแหน่งหลวงสรวิชิต (หน) ในรัชสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช โดยนำนิทานเรื่องเวตาลปกรณัมมา เป็นเค้าโครงเรื่อง ตอนที่เวตาลเล่านิทานปริศนา เรื่องเจ้าชายเพชรมงกุฏ

     อิเหนาคำฉันท์
    แต่งโดยเจ้าพระยาพระคลัง (หน) โดยเนื้อเรื่องแต่งตามเค้าโครงบทละครเรื่องอิเหนา ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ ของเจ้าฟ้ามงกุฎ ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย โดยเริ่มตั้งแต่ตอนอิเหนาเผาเมืองดาหาและปลอมเป็นจรกา ลักพาบุษบาไปซ่อนไว้ในถ้ำจนถึงอิเหนากลับไปแก้ความสงสัยที่กรุงดาหา

     โคลงยอพระเกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรี
     แต่งโดย นายสวน มหาดเล็ก เป็นหนังสือที่นับถือกันมาว่าแต่งดี ได้รับการยกย่องให้เป็นตำราโคลง เรื่องหนึ่ง และยังให้ความรู้ด้านโบราณคดีด้วย

     กฤษณาสอนน้องคำฉันท์
    ฉบับกรุงธนบุรี เป็นฉบับที่ได้แต่งซ่อมขึ้นใหม่ โดยพระยาราชสุภาวดีสมัยที่ดำรงตำแหน่ง "เสนาบดีหลวง" เมืองนครศรีธรรมราช มีข้อสันนิษฐานว่าพระยาราชสุภาวดีอาจจะแต่งเรื่องนี้ขึ้นแทนฉบับสมัยกรุง ศรีอยุธยาที่ลบเลือนและสูญหายไป โดยได้อาราธนาพระภิกษุอินทร์มาช่วยแต่งต่อจนจบบริบูรณ์

     นิราศพระมหานุภาพไปเมืองจีน
    "นิราศเมืองกวางตุ้ง" แต่งโดยพระยามหานุภาพ เป็นกลอนนิราศที่แต่งขึ้นในสมัยกรุงธนบุรี มีความ สำคัญยิ่งในทางประวัติศาสตร์ เพราะเป็นจดหมายเหตุฉบับเดียวที่ปรากฎเรื่องราวที่สมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราชทรงแต่งราชทูตไปเจริญทางพระราชไมตรี ณ กรุงปักกิ่ง ถือว่าเป็นวรรณกรรมล้ำค่าที่ให้อรรถรส ทางกวีนิพนธ์ประเภทกลอนเรื่องแรกที่กวีพรรณาการเดินทางทางทะเลจากประสบการณ์ของตนเอง

     นิทานเรื่องปาจิตกุมารกลอนอ่าน
    เป็นชาดกเรื่องหนึ่งจากหนังสือปัญญาสชาดก ต้นฉบับมีด้วยกัน 5 เล่มสมุดไทย 4 เล่มเป็นสำนวนของ วรรณกรรมสมัยกรุงธนบุรีเพราะมีหลักฐานชัดเจนระบุวันเดือนปีต่อท้ายเรื่อง แต่ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง ส่วนอีก 1 เล่ม แต่งขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

     นิทานสุภาษิตเรื่องพระโพธิสัตว์โกสามภิน
    เป็นนิทาน คำกาพย์อีกเรื่องหนึ่ง สันนิษฐานว่าอาจเป็นการแต่งของกวีคนเดียวกันกับที่แต่งเรื่องปาจิตกุมาร

นาฏศิลปและการละคร

     เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จไปปราบชุมนุมเจ้านครศรีธรรมราชในพุทธศักราช 2312 ได้ทรงนำตัว ละครผู้หญิงของเจ้านครศรีธรรมราชเข้ามาเป็นครูฝึกหัดร่วมกับพวกละครที่ทรงรวบรวมได้จากที่อื่น แล้ว จัดตั้งเป็นละครหลวงของกรุงธนบุรี โดยยึดแบบฉบับการฝึกละครของกรุงศรีอยุธยา ส่งผลให้ศิลปะการ ละครของไทย ซึ่งเคยเจริญรุ่งเรืองมากตอนปลายอยุธยากลับฟื้นตัวขึ้นใหม่ นอกจากนี้ยังได้ทรงพระราช นิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ เพื่อให้คณะละครหลวงได้นำไปฝึกหัดออกแสดงด้วย

ศิลปการช่าง

     ภาพเขียนที่งดงามประณีตในสมัยธนบุรีที่สำคัญยิ่ง คือ "สมุดภาพไตรภูมิ" เป็นภาพเขียนที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อพุทธศักราช 2319 ซึ่งนับได้ว่าเป็นสมุดภาพไตรภูมิขนาดใหญ่เล่มหนึ่งของเมืองไทย เมื่อคลี่ ออกจะมีความยาวถึง 34.72 เมตร เขียนด้วยสีลงในสมุดทั้ง 2 ด้าน โดยฝีมือช่างเขียน 4 คน ปัจจุบันได้เก็บ รักษาไว้ ณ หอสมุดแห่งชาติท่าวาสุกรี กรุงเทพฯ

งานฝีมือช่าง

     สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเล็งเห็นว่า ช่างไทยสมัยธนบุรีมีเหลืออยู่น้อยมากจึงโปรดเกล้าฯ ให้ รวบรวมและฟื้นฟูการช่างทุกแขนงขึ้นใหม่ เช่น ช่างต่อเรือ ช่างก่อสร้าง ช่างรัก ช่างประดับ และช่างเขียน แต่เนื่องจากมีเวลาจำกัด บ้านเมืองอยู่ในระหว่างสงคราม สิ่งของที่เป็นฝีมือช่างชั้นดีประณีตงดงามจริง ๆ ในสมัยธนบุรีจึงหาได้ยาก ที่มีให้เห็นอยู่บ้าง ได้แก่

     พระแท่นบรรทม ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ประดิษฐาน อยู่ที่วัดอินทาราม ฝั่งธนบุรี

     พระแท่นสำหรับทรงเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน ประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหารเล็กหน้า
     พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม ฝั่งธนบุรี

      ตู้ลายรดน้ำ ที่มีศักราชแจ้งชัดว่าสร้างในสมัยกรุงธนบุรี อยู่ในหอสมุดวชิรญาณ ภายในหอสมุด
    แห่งชาติท่าวาสุกรี กรุงเทพฯ


     ท้องพระโรงพระราชวังเดิม ซึ่งเคยเป็นที่ประทับและเสด็จออกว่าราชการ ปัจจุบันอยู่ในการดูแลของ
     กองทัพเรือ






กลับสู่ด้านบน

พระราชกรณียกิจด้านการรบ
โฮมเพจ | พระราชวังเดิม | โบราณสถาน | สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช | พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
สาระน่ารู้กรุงธนบุรี | นิทรรศการ | เกี่ยวกับมูลนิธิ | กระดานข่าว | ติดต่อมูลนิธิ

สงวนลิขสิทธิ์ @ พ.ศ.2551-2555   http://www.wangdermpalace.org
มูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม
กองบัญชาการกอง
ทัพเรือ